วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เลือกใช้ Facebook ให้ถูกวิธี

เลือกใช้ Facebook ให้ถูกวิธี

Facebook กลายเป็นหน้าเว็บหลักของใครหลายๆ คนที่รักการท่องเว็บไซต์เป็นชีวิตจิตใจ ด้วยจุดเด่นของสังคมออนไลน์ ที่เชื่อมโยงสายใยของคนอีกหน้าจอ ทั้งที่รู้จักกันดี เคยรู้จัก หรือไม่รู้จักกันมาก่อน ให้สนิทสนมกลมเกลียวกันได้ โดยไม่ต้องเห็นหน้า หรือพบเจอกัน หลายๆ คนที่ใช้สมาร์ทโฟนอาจจะอัพเดตหน้าของ Facebook แทบจะตลอดเวลา เพื่อดูว่าเพื่อนของเรานั้น ทำอะไร ที่ไหน และเป็นอย่างไรบ้าง
ด้วยลักษณะของการเป็นสังคมออนไลน์ ทำให้ Facebook เป็นสื่อกลางในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการพบเจอเพื่อนสนิทที่หายไปนาน ได้แลกเปลี่ยน พูดคุย เพราะ Facebook สามารถติดต่อสื่อสารผ่านทางตัวอักษร ภาพ หรือแม้กระทั่งภาพเคลื่อนไหว ได้จากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญเป็นแบบ Real time แบบวินาทีต่อวินาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมี Family Tree ให้ลำดับญาติมิตรที่ห่างไกล ให้มารวมตัวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
Facebook ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดให้กับการจำหน่ายสินค้า ซึ่งส่งผลดีทั้งผู้ซื้อ (ผู้รับสาร) และผู้ขาย (ผู้ส่งสาร) หลายๆ องค์กรมักจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ผ่านทาง Facebook มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทำให้ผู้ซื้อได้มีโอกาสได้ของดีราคาถูก มีช่องทางในการติดตามข่าวสารได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถฟีดแบ็ค (Feedback) ความคิดเห็นต่างๆ ของผู้ซื้อที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ตลอดจนบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
Facebook ยังเป็นกระดานที่เปิดให้เราแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก ในขณะเดียวกันก็เปิดรับความรู้สึกและความคิดเห็น จากเพื่อนๆ ของเราได้ด้วย เป็นหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ที่ช่วยเราในยามท้อถอยได้ แม้จะเป็นเพียงรูปภาพหรือตัวหนังสือบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม
อย่างไรก็ดี ทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย Facebook ก็เช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินข่าวเด็กถูกล่อลวง มีการแท็ก (Tag) ภาพที่ไม่เหมาะสม กระจายต่อๆ กันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นควรเลือกเอาแต่ด้านดี ใช้งานในสิ่งที่ถูกที่ควร แล้วเราก็จะพบกับประโยชน์มากมายกับทุกๆ สิ่ง ดังเช่นการใช้งาน Facebook
-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ทำงานให้ได้มากกว่าเงิน

ทำงานให้ได้มากกว่าเงิน

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ทัศนคติที่หลายๆ คนมีต่องานที่ตนเองต้องทำ ว่าเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำเงิน เพื่อนำเงินมาหาความสุข จริงอยู่ที่เราทำงานเพราะต้องการเงินมาใช้จ่าย เนื่องจากสังคมของเราต้องใช้เงินเพื่อการแลกเปลี่ยนปัจจัยการดำเนินชีวิต ทั้งปัจจัยสี่ ปัจจัยอื่นๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการ และการสร้างความสะดวกสบายของมนุษย์ แต่คงไม่ดีแน่หากทุกๆ วัน เรามัวมุ่งแต่ทำงานเพื่อการสร้างเงิน แต่ปราศจากใจที่รักในงานที่ทำอย่างแท้จริง
การทำงานที่หวังเพียงเงิน ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรที่วันๆ เอาแต่ขับเคลื่อนฟันเฟืองไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการพัฒนา จนวันนึงที่กลไกชำรุด เจ้าของคงทำได้เพียงนำไปซ่อมแซมหรือโละทิ้ง นั่นคือสิ่งตอบแทนที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้กัน “คนๆ นึงทำงานเพื่อหวังเงิน ส่วนอีกคนใช้เงินเพื่อให้คนมาทำงาน” นับเป็นการเชิดชูวัตถุอยู่เหนือกว่าจิตใจ แถมทั้งคู่ก็ได้เพียงผลิตภัณฑ์ แต่ขาดความสัมพันธ์และคุณภาพ
ต่างจากคนที่รักในการที่ทำ คนประเภทนี้จะมีความสุขในการทำงาน มักจะคอยแสวงหาแนวทางใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาผลงานและตนเองอยู่เสมอ การทำงานด้วยความตั้งใจ จะช่วยให้เรามองเห็นประโยชน์หลายๆ อย่างที่ได้จากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะที่เพิ่มมากขึ้น เป็นการแสวงหาโอกาสดีๆ ใหม่ๆ ไปในตัว เพราะการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จะช่วยให้เรารู้ถึงจุดดี จุดด้อย ความชอบของตัวเองมากยิ่งขึ้น หัวหน้าหรือนายจ้างที่ไหนก็รัก และเป็นที่ต้องการของทุกๆ องค์กร คนทำงานแบบนี้ย่อมได้ทั้งเงิน ได้ทั้งงาน ได้ความรู้ และได้หัวใจของเพื่อนร่วมงานและนายจ้าง
คงอยู่ที่คุณแล้วละครับ ว่าอยากเป็นคนทำงานที่ได้เพียงเงิน เช้าตอกบัตรเข้า เที่ยงกินข้าว เย็นตอกบัตรออก จบไปวันๆ หรือเข้างานเช้าอย่างกระปรี่กระเปร่า ทำงานด้วยความกระฉับเฉง เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ออกจากที่ทำงานโดยทำการสะสางภาระงานอย่างเสร็จสิ้น เป็นที่ประทับใจของเจ้านาย นำมาซึ่งรายได้ ที่มากกว่าเงิน นั่นคือความรู้ โอกาสดีๆ ที่มีมากขึ้น ความภาคภูมิใจ และที่สำคัญได้ใจเจ้านายไปเต็มๆ
-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

สร้างสมองลูกน้อย สไตล์คลาสสิก

สร้างสมองลูกน้อย สไตล์คลาสสิก

เคยมีคำถามไหมคะ ว่าทำยังไงลูกน้อยจึงจะมีทั้งสุขภาพกายและลุขภาพใจและสมองที่ดี หรือ มีทั้งไอคิว และอีคิวควบคู่กันไป ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าไอคิว (IQ) หรือ Intelligence quotient คือ ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณนั่นเอง ส่วนคำว่าอีคิว หรือ EQ มาจากคำว่า Emotional Quotient หมายถึง ความฉลาดทางด้านอารมณ์ ที่จะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมนั่นเอง
ทีนี้มาถึงคำตอบล่ะค่ะ อย่างที่ทุกคนรู้กันก็คือ ต้องทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ แต่ที่หลายคนละเลยอาจ คือ สิ่งแวดล้อมที่เด็กกำลังสัมผัส เช่น หลายครั้งที่ลูกรักร้องไห้โยเย เพราะเสียงรบกวนจากสิ่งรอบข้างไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์ แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่พ่อแม่หลายท่านอาจจะมองข้าม นั่นคือ การเปิดเพลงคลาสสิก หรือ เพลงบรรเลงให้เด็ก หรือลูกๆ ฟัง แม้แต่ผู้ใหญ่เวลาเครียดๆ ยังสามารถฟังเพื่อผ่อนคล้ายสมองได้เลยค่ะ
การที่เพลงคลาสสิกนั้นสามารถช่วยเสริมสร้างอารมณ์ เพิ่มสมาธิ และพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยได้ เนื่องจากว่าเพลงคลาสสิกเป็นเพลงที่มีจังหวะ และท่วงทำนองที่ซับซ้อน ไพเราะ และสื่อออกมาได้ลึกซึ้งสวยงาม และมีหลายงานวิจัยและหลักฐานออกมายืนยันว่าสามารถเพิ่มพัฒนาการทางสมองของเด็กอย่างเห็นได้ชัด หากมีเวลาว่างก็อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ลองฟังเพลงไปเหล่านั้นไปพร้อมๆ กับลูก สังเกตปฏิกิริยาของลูกน้อยว่าเป็นอย่างไร
เพลงคลาสสิกที่คุณพ่อ คุณแม่หลายท่านคงจะรู้จักดี นั่นคือ บทเพลงของ Mozart หรือ Beethoven ที่มีท่วงทำนองในรูปแบบ Symphony Orchestra ซึ่งเราจะหาเพลงเหล่านี้ไม่ยากเลย เพราะตามห้างสรรพสินค้าก็มักจะมีเพลงเหล่านี้ในโซนเพลงคลาสสิกอยู่แล้ว หรือบางอัลบั้มก็คัดสรรบทเพลงเหล่านี้มาแล้วเพื่อลูกน้อยเป็นชุดๆ
หากคุณพ่อและคุณแม่มีเวลาว่างในการเดินช็อปปิ้ง ลองไปตามหาดูก็ได้ค่ะ แล้วจะพบว่าดนตรีที่ท่านได้ฟัง นอกจากจะผ่อนคลายทั้ง คุณพ่อ คุณแม่ และคุณลูกแล้ว ยังมีประโยชน์ในระยะยาวอีกด้วยค่ะ อย่างน้อยก็แบ่งเวลาให้ลูกของคุณฟังเพลงเหล่านี้ ก่อนที่จะนอนหลับไปพร้อมกับคุณ…พร้อมเสริมสร้างสมองลูกน้อย สไตล์คลาสสิก

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

โรคเอดส์ โรคร้ายที่ต้องใส่ใจ

เอดส์ ถือเป็นโรคติดต่อที่ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ด้วยความพยายามของทุกภาคส่วนทั่วโลก ทำให้ทุกวันนี้โรคติดต่อร้ายแรงอย่างเอดส์นั้น สามารถรักษาบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ เรียกได้ว่าหากดูแลตัวเองดีๆ และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ผู้ป่วยสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกตราบจนสิ้นอายุขัยของตน และภาพลักษณ์ของโรคเอดส์ก็ไม่ได้เป็นโรคที่ดูน่ารังเกียจร้ายแรงดังเช่นแต่ก่อน นั่นเพราะมีการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น แต่สัดส่วนผู้ติดเชื้อเอดส์กลับไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด
เอดส์ เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส HIV ส่งผลให้ภูมิคุ้นกันในร่างกายบกพร่อง ส่วนใหญ่มีสาเหตุสำคัญมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ การเสพสารเสพติดทางเส้นเลือด เป็นต้น ซึ่งวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็น วันเอดส์โลก โดยในปีนี้มุ่งเน้นการรณรงค์ภายใต้แนวคิด “เอดส์ลดให้เหลือศูนย์ได้ (Getting to Zero)” โดยมุ่งสู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ 3 ประการร่วมกันภายในปี 2559 ได้แก่ ไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ไม่มีการเสียชีวิตจากเอดส์ และไม่มีการเลือกปฏิบัติกับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อเอดส์
นอกจากวันที่ 1 ธันวาคม ที่กำหนดให้เป็นวันเอดส์โลกแล้ว กระทรวงสาธารณสุขของบ้านเรา ยังได้กำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคม ของทุกปี เป็น “วันรณรงค์ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีแห่งชาติ” อีกด้วย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั้งที่มีและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง ได้ตรวจเลือดเพื่อสืบหาอาการตั้งแต่เนิ่นๆ หากติดเชื้อขึ้นมาจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที และป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการตรวจเลือดได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ทั่วประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการเร่งรณรงค์ ดำเนินการป้องกัน และช่วยเหลือผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง
-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ป้องกันโรคอ้วน ช่วงเทศกาลปีใหม่

ป้องกันโรคอ้วน ช่วงเทศกาลปีใหม่

เทศกาลปีใหม่ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุข ที่แวดล้อมไปด้วยญาติสนิท มิตรสหาย และครอบครัว ที่มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์ แน่นอนว่างานปาร์ตี้ย่อมเต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ มากมาย ซึ่งเมื่อเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว หลายๆ คนอาจต้องมานั่งกลุ้มกับตัวเลขหน้าปัดเครื่องชั่งน้ำหนักที่ดีดขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลงมาง่ายๆ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันโรคอ้วนที่จะตามมาหลังปาร์ตี้ ผมก็มีวิธีการดีๆ ง่ายๆ มาฝากกันครับ
1.หลีกเลี่ยงของมัน หวาน เค็ม และบุฟเฟ่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความอ้วนมีสาเหตุสำคัญมาจากการรับประทานเกินพอดี และรับประทานสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มันจัด มีรสชาติหวาน หรือเค็มจัด เช่น ขนมเค้ก มันฝรั่งทอดกรอบ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหาโรคอ้วนก็คือ จะต้องหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการบริโภคอาหารเหล่านี้ลง ตลอดจนน้ำอัดลม เลี่ยงได้ก็จะดีมากครับ โดยหันไปดื่มน้ำผลไม้ทดแทน
2.ไม่นอนดึก และดื่มเครื่องดื่มมึนเมาในปริมาณมาก เทศกาลปีใหม่หลายคนถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินสายปาร์ตี้สังสรรค์ เรียกได้ว่าชนแก้วกันตั้งแต่เช้าจนเช้าของอีกวัน แม้เทศกาลปีใหม่จะจัดกันเพียงไม่กี่วัน แต่หากดื่มหนัก นอนดึกทุกวันแบบนี้เห็นทีคงไม่ดีแน่ เพราะร่างกายที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายมีปัญหา ตลอดจนการเผาผลาญไขมันก็ยังไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
3.หากิจกรรมทำร่วมกัน เทสกาลปีใหม่ไม่ได้หาความสุขกันได้เฉพาะโต๊ะอาหารเท่านั้น หากแต่ยังมีกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ที่สามารถสร้างความสุขร่วมกันได้ง่ายๆ เช่น การร้องเพลงคาราโอเกะและเต้นประกอบจังหวะ การไปเดินชมธรรมชาติร่วมกับครอบครัวตามสวนสาธารณะหรือสวนสัตว์ เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้เกิดการเคลื่อนไหว และสร้างความเพลิดเพลินได้ภายในตัว
โดยเทสกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ หากใครกังวลเรื่องโรคอ้วนอยู่ละก็ ลองเอาหลักปฏิบัติง่ายๆ 3 ข้อไปลองใช้กันดู ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใดนะครับ

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตที่ต้องระวัง

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตที่ต้องระวัง

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของการดำรงชีวิต แต่หากรับประทานอย่างขาดการระมัดระวังหรือรู้เท่าไม่ถึงการ ก็อาจเจอกับอาการของโรคอาหารเป็นพิษได้ โดยโรคอาหารเป็นพิษนี้ เกิดได้ในทุกฤดู กับอาหารและน้ำดื่มทุกประเภทที่มนุษย์รับประทานเข้าไป
สาเหตุของอาหารเป็นพิษพูดง่ายๆ ก็คือการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส  ตลอดจนการปนเปื้อนสารพิษทั้งพิษในทางธรรมชาติที่พบบ่อย เช่น เห็ดพิษ หรือสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารทะเล ตลอดจนสารเคมีต่างๆ เช่น สารหนู และสารโลหะหนักอื่นๆ เป็นต้น โดยความรุนแรงของอาการที่พบเมื่อป่วยเป็นโรคอาหารเป็นพิษนี้แบ่งออกได้เป็นสองระดับง่ายๆ คือ
ระดับที่ไม่รุนแรง เป็นกลไกที่ก่ออาการท้องเสีย เรียกว่า Noninflammatory type ซึ่งเชื้อจะก่ออาการเฉพาะกับเยื่อเมือกบุลำไส้เล็กเท่านั้น ไม่เข้าสู่ร่างกาย อาการที่พบส่วนใหญ่มักจะท้องเสียถ่ายเป็นน้ำ มีอาการปวดท้องแต่ไม่มาก ผู้ป่วยต้องระวังไม่ไปรับสารพิษเพิ่ม และดื่มน้ำบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำเยอะ
ส่วนอีกระดับหนึ่งจะรุนแรง เรียกว่า Inflammatory type อันเป็นกลไกหนึ่งที่มีอาการปวดท้องมาก ร่วมกับการคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจมีอาการรุนแรงเนื่องจากมีเชื้อโรคเข้าไปทำลายประสาท ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต และเสียชีวิตได้ในที่สุด
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคอาการเป็นพิษ ทุกคนจะต้องใส่ใจสุขภาวะของอาหาร และน้ำดื่ม ตลอดจนรักษาความสะอาดอื่นๆ ทั้งล้างมือให้สะอาด รักษาความสะอาดของภาชนะจาน ชาม เป็นต้น ทั้งนี้ควรบริโภคอาหารที่ปรุงสุก สะอาด วัตถุดิบที่เป็นของสดจะต้องสดใหม่ และหากไม่แน่ใจว่าเสียหรือมีเชื้อราขึ้นหรือไม่ ให้รีบทิ้งไปทันที อย่านำกลับมารับประทานโดยเด็ดขาด เพราะหากเจอเชื้อโรคที่รุนแรง อาจทำให้อาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่น่ากลัวกว่าที่คุณคิดก็เป็นได้

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ฟันขาวง่ายๆ ได้หลายวิธี

ฟันขาวง่ายๆ ได้หลายวิธี

รอยยิ้มที่สดใสมีส่วนช่วยสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น แม้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่รอยยิ้มที่เปิดกว้าง โชว์ฟันที่ขาวสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกภาพที่สำคัญที่ทุกๆ คนปรารถนา แต่การรักษาความสะอาดในช่องปากคงไม่เพียงพอต่อการทำให้ฟันดูขาวสะอาดได้ วันนี้เราจึงนำวิธีดีๆ มากฝาก สำหรับผู้ที่อยากมีฟันขาวสะอาด ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงอาหารและพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสีฟัน เช่น ชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ เพราะสารประกอบที่มีอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสีฟัน ทำให้เหลือ ดำคล้ำ ก่อให้เกิดปัญหาช่องปาก และสุขภาพตามมาได้ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรหมั่นทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
2.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ฟันขาว ทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปากมากมาย ที่มีสรรพคุณช่วยทำให้ฟันขาว ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หมากฝรั่ง เป็นต้น ทั้งนี้ลองศึกษาส่วนประกอบ และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด และบางผลิตภัณฑ์อาจใช้ระยะเวลานาน ถึงจะช่วยให้ฟันแลดูขาวสะอาดได้
3.ใช้สมุนไพร หรือสารจากธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้ฟันขาว เช่น เกลือ มะนาว ใบข่อย  สตอรเบอร์รี่ หรือเบคกิ้งโซดา เป็นต้น โดยนำส่วนประกอบดังกล่าวมาขัดฟันสดๆ หรือจะผสมกับยาสีฟันแล้วแปรงทุกวันเช้าเย็นติดกัน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ผลที่ได้อาจขาวแบบธรรมชาติในแบบของเนื้อฟัน และช่วยขจัดคราบเหลืองของฟัน แต่หากใช้บ่อยหรือแปรงแรงเกินไป ก็อาจทำลายผิวเคลือบฟันได้
4.ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวล้ำไปมาก การฟอกสีฟันจึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ฟอกฟันขาวโดยใช้น้ำยาเคมี ใช้แผ่นฟอกฟันขาว การฉายแสงฟันขาว เช่น แสง Blue light แสงเลเซอร์ การเคลือบฟันเทียม และการครอบฟัน เป็นต้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเนรมิตฟันที่ขาว สะอาด สดใส แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่มีราคาสูงและควรเลือกการรักษาที่ได้มาตรฐาน เพราะวิธีการดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อผิวหรือเนื้อฟัน ในระยะยาวได้
อย่างไรก็ตาม แม้ฟันขาวๆ จะดูน่าสนใจ แต่ก็คงไม่สามารถเทียบได้กับรอยยิ้มที่ออกมาจากใจ ยิ้มด้วยความเป็นมิตร แม้ฟันจะไม่ได้ขาวสู้ใครๆ ได้ แต่ความจริงใจนี้ ก็ช่วยให้มีรอยยิ้มสวยๆ ติดตรึงผู้พบเห็นและสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

หลากวิธี สร้างความสดชื่นให้ร่างกาย

หลากวิธี สร้างความสดชื่นให้ร่างกาย

การดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับภารกิจต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ตื่นนอนอย่างงัวเงีย เดินทางไปเรียนหรือไปทำงาน ความกดดันจากหน้าที่ที่รับผิดชอบ ความเครียดจากสังคมโดยรอบ และความอ่อนล้าจากการใช้ชีวิต สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่บั่นทอนพลังชีวิตของพวกเราให้อ่อนเปลี้ย เพลียแรง ไม่สดใส เพื่อเรียกคืนความสดชื่นให้กลับคืนมา วันนี้ผมมีวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลเป็นอย่างดียิ่งมาฝากกันครับ
เริ่มจากอาหาร ควรรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 6 – 8 แก้ว หรือมากกว่านั้น เพราะในผักและผลไม้มีน้ำตาลฟลุ๊กโตสที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ในทันที ตลอดจนยังอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ รวมไปทั้งการดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้เซลล์และอวัยวะในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ และช่วยในการขับของเสียได้อีกด้วย
จากนั้นคือการออกกำลังกาย เป็นที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายถือเป็นยาอายุวัฒนะ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ทุกๆ ครั้งที่ออกกำลังกาย ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาอีกด้วย จึงไม่แปลกที่เวลาเหงื่ออออกนิดๆ จะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาในทันที
การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ร่างกายสดชื่นได้ เพราะร่างกายได้รับการพักผ่อน ฟื้นฟู และซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยธรรมชาติอย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า มนุษย์ควรได้รับนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง หรือหากทำไม่ได้ ควรจะหลับลึกให้ได้อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ก็พอจะช่วยได้ครับ
นอกจากนี้ การรู้จักปล่อยวาง มองโลกในแง่ดี ยิ้มรับกับทุกวิกฤติปัญหา ก็ถือเป็นวิธีการสร้างความสดชื่นอีกวิธีการหนึ่งได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราสดชื่น สดใสเท่านั้น หากแต่ยังให้ผู้ที่พบเห็นพลอยสดชื่นตามเราไปด้วย

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

สวย ด้วย สมาธิ

ผู้หญิงทุกคนร้อยทั้งร้อยต้องการเป็นคนที่มีรูปร่าง น่าตา ผิวพรรณที่ดี เป็นคนสวย น่ารัก ที่ใครๆ ก็ ต่างพากันชื่นชมเมื่อยามพบเห็น สมาธิความตั้งมั่นของจิต ได้แก่ ภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านหรือส่ายไป สมาธิส่วนได้ต้องได้รับการฝึกฝนและมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติในหลายๆ ด้าน โดยในแต่ละด้านอาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อความงามของผู้ปฏิบัติได้
อยากมีรูปร่างสวย ต้องกินอย่างพอดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การมีสมาธิจะทำให้พฤติกรรมการกินอาหารของเราเปลี่ยนแปลงไป ใจที่ไม่ส่ายย่อมทำให้ไม่อยาก เมื่อไม่อยากเราจึงกินอาหารเฉพาะเวลาที่หิวเท่านั้น (ต่างจากคนทั่วไป ที่มองเห็นอะไรน่ากิน ก็มักจะอดใจไหว) สมาธิยังช่วยให้เราเคี้ยวอาหารอย่างมีสติ ละเอียด และช้าลง ส่งผลให้ร่างกายย่อยง่ายขึ้น และกินอาหารได้น้อยลง เนื่องจากหินช้าจึงทำให้อิ่มเร็ว
สมาธิช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพ ด้วยการมีสติรู้ตัว ทำให้ทุกๆ อิริยาบท ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน รู้ตัวทั้งหมด เมื่อรู้ตัวว่าร่างกายกำลังทำอะไร เราก็สามารถควบคุมลักษณะของท่าทางเหล่านั้นได้ เช่น เดิน ยืน นั่งหลังตรง ส่งผลให้มีความสง่างาม รู้ตัวทุกขณะที่เคลื่อนไหว ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม เอาหัวไปโขกกับสิ่งของอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะสร้างความขบขัน ดูไม่เป็นมืออาชีพให้แก่ผู้ที่พบเห็นแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเองได้
สมาธิช่วยให้ฉลาด รอบคอบ เพราะจะช่วยให้เราคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุ มีผล รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เช่น เวลาเดินชอปปิงก็จะซื้อแต่สินค้าที่ควรซื้อ จะไม่หลงไหลไปกับป้ายโปรโมชั่น หรือของสวยๆงามๆ ที่เกินความจำเป็นและฟุ่มเฟือย ตลอดจนการเป็นคนที่ฉลาดย่อมทำให้ดูเป็นผู้หญิงเก่ง มืออาชีพ ได้รับการยอมรับนับถือจากคนส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าครบทั้งสวยและเก่ง
นอกจากนี้ผู้ที่มีสมาธิมักจะไม่โกรธบ่อย เพราะรู้เท่าทันต่ออารมณ์โกรธ เมื่อไม่โกรธย่อมทำให้เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี มีความสดใสเพราะใจสะอาดไม่ขุ่นมัว ไม่คิดร้ายต่อใคร สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เรียกว่าสวย แต่ยังดูดีมีเสน่ห์ ใครอยู่ใกล้ก็สบายใจ อย่างนี้ซิสวยสมบูรณ์แบบ แล้วคุณละครับพร้อมที่จะสวย ด้วยสมาธิกันบ้างไหม?

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

คนไทยกับการเสพติดการเป็นหนี้

คนไทยกับการเสพติดการเป็นหนี้

ด้วยกระแสวัตถุนิยมที่ถาโถมเข้ามาในสังคมปัจจุบัน ประกอบกับมาตรการที่เอื้ออำนวยต่อการตอบสนองต่อกิเลสแห่งวัตถุนิยมเหล่านั้น ไม่แปลกที่คนไทยจะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าวิตกก็คือ ในขณะนี้การเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการชำระหนี้กลับลดลง เมื่อการเป็นหนี้สามารถทำได้ง่าย จึงไม่แปลกที่ลักษณะนิสัยการเสพติดการเป็นหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในการภาวะของสังคมไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีพ.ศ. 2555 (ระหว่างเดือน ก.ค. – ก.ย. 2555) พบว่าหนี้สินภาคครัวเรือนของคนไทยมียอดคงค้างในอัตราที่สูงกว่า 2 พันล้านๆ บาท ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากในช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน (พ.ศ. 2554) กว่าร้อยละ 20 แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเป็นหนี้ของคนไทยเพิ่มขึ้นก็คือการกู้ยืมเพื่อมาปรับปรุงที่พักอาสัย และฟื้นฟูความเสียหายของครอบครัวอันเนื่องมาจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 แต่ปัจจัยดังกล่าวก็ยังไม่แรงพอที่จะฉุดตัวเลขให้ได้สูงถึงขนาดนี้ เพราะหากจะกล่าวถึงสาเหตุของการที่ทำให้หนี้สินในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงเห็นจะเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่เพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้วกว่าร้อยละ 33
ในขณะที่การเป็นหนี้ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการชำระหนี้กลับลดลง ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้ที่ค้างเกิน 3 เดือน ในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 37 หรือเทียบเป็นตัวเลขก็ร่วมๆ 7 พันกว่าล้านเลยทีเดียว ตลอดจนพฤติกรรมการออมเมื่อเทียบกับสัดส่วนในการบริโภคที่ต่ำมากเพียงร้อยละ 7 ต่อ GDP ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนการออมสูงถึงร้อยละ 50 ต่อ GDB สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยในยุคปัจจุบันเสพติดการเป็นหนี้ ต้องการอะไรก็กู้หนี้ยืมสิน ใช้เงินในอนาคตเพื่อเนรมิตสิ่งที่ตนเองต้องการ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราและทุกภาคส่วน จะร่วมกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของคนไทยให้ลดลงได้เสียที
-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

สวย สุขภาพดี ด้วยน้ำมันรำข้าว

สวย สุขภาพดี ด้วยน้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว ถือเป็นหนึ่งในยาอาวุวัฒนะชั้นเลิศของไทย ที่หลายคนรู้จัก แต่ยังไม่เคยได้ลิ้มลองถึงรสชาติและคุณประโยชน์ที่มีอยู่อย่างมากหมายของน้ำมันรำข้าว ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้งดงามผ่องใสจากภายในสู่ภายนอกได้อีกด้วย
ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการติดเชื้อลดน้อยลง แต่ในทางกลับกัน ด้วยพฤติกรรมการบริโภค การดำเนินชีวิต และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ กลับส่งผลให้มนุษย์เจ็บป่วยด้วยกลุ่มของโรคเสื่อมเพิ่มมากขึ้น อาทิ โรคมะเร็ง หัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ น้ำมันรำข้าวถือเป็นอาหารอีกประเภทที่เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมันพืชประเภทอื่นๆ ตลอดจนมีแกมมา โอไรซานอล ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอี ถึง 6 เท่า จึงส่งผลดีต่อการทำงานของหลอดเลือด ลดการจับตัวของเกร็ดเลือด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและหัวใจ
ส่วนประกอบของน้ำมันรำข้าวยังประกอบไปด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในกลุ่มโอเมก้า ซึ่งมีส่วนช่วยลดระดับคอเรสเทอรอลชนิดไม่ดี และเพิ่มคอเรสเทอรอลชนิดดีให้แก่ร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อมได้ ตลอดจนน้ำมันรำข้าวยังมีสารในกลุ่ม สควาลีนและเซราไมด์ ที่ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื่นให้แก่เซลล์ผิวหนัง ทำให้มีผิวพรรณที่สดใส เต่งตึง รวมไปถึงป้องกันการอักเสบ และลดการระคายเคืองของผิวหนังอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมต่างๆ อีกด้วย ดังนั้นหากจะพิจารณาน้ำมันพืชมาประกอบอาหาร อยากจะให้ลองใช้น้ำมันรำข้าวดู แต่หากยังติดเรื่องราคา (ที่ยังค่อนข้างสูง) คงต้องหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หันมาบริโภคอย่างพอดี กินผักผลไม้ ตลอดจนอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะหมาก

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะหมาก

บนเกาะหมากมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่มากมาย ซึ่งแต่ละจุดก็มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน ต่อไปนี้จึงเป็นคำอธิบายสั้นๆ ถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเกาะหมาก
อ่าวนิด เป็นศูนย์กลางการคมนาคม ระหว่างเกาะหมาก กับเกาะอื่น ๆ และฝั่งแหลมงอบ เพราะเป็นท่าเรือประจำเกาะ จากอ่าวนิด สามารถเดินทาง เชื่อมต่อไปได้ทั้งเกาะ ที่นี่เป็นทิศตะวันออกของเกาะ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น มีรีสอร์ทให้บริการ เรือเมล์จากแหลมงอบ ซึ่งออกจากแหลมงอบ 15.00 น. จะมาถึงอ่าวนิด ประมาณ 18.00 น. จากนั้นจะมีรถจากรีสอร์ทต่างๆ มาคอยรับนักท่องเที่ยว สามารถเลือกตามอัธยาศัย
อ่าวไผ่ เป็นหาดทรายสีแดง เป็นแนวยาว สลับไปกับหินทางแหลมกระดุน หาดเป็นหินดินแดง ไม่เหมาะเล่นน้ำ แต่เหมาะไปเดินเล่น ชมวิวทิวทัศน์ จากหาดนี้ คุณสามารถมองเห็นเกาะกูด ได้เต็มๆ เกาะเลย และหากเดินลัดเลาะ หาดไปเรื่อยๆ ก็จะอ้อมเกาะมาที่แหลมสนได้ จากแหลมสน มองเห็นเกาะกระดาดได้ หาดที่อยู่ถัดไป คือ อ่าวตั๋น อ่าวตาโล่ง ตั้งแต่อ่าวไผ่ ไล่มาแหลมสน อ่าวตั๋น และอ่าวตาโล่ง ไม่มีพัก
อ่าวแหลมสวนใหญ่ หรือเรียกกันชื่อว่าอ่าวเกาะหมากรีสอร์ท เพราะเป็นที่ตั้งของ เกาะหมากรีสอร์ท ที่ตั้งมานานปี จนเรียกชื่อติดปาก อ่าวนี้จัดว่าเป็นหาดที่ยาวมาก และสวยงามที่สุดบนเกาะ ชายหาดลาดเอียง ขาวสะอาด เหมาะแก่การเล่นน้ำ ความปลอดภัยสูง และยังสามารถชมพระอาทิตย์ตก ได้อย่างสวยงามอีกด้วย ที่พิเศษก็คืออ่าวนี้อยู่ใกล้เกาะขามมาก สามารถข้าไปเที่ยวได้ โดยใช้เรือของเกาะหมากรีสอร์ท  นอกจากจะมองเห็นเกาะขามแล้ว ยังสามารถมองเห็นเกาะผีได้ด้วย ซึ่งจะเป็นเกาะเล็กๆ ทางด้านซ้าย สำหรับนักท่องเที่ยว ที่มีงบน้อย หรืองบปานกลาง หาดนี้มีรีสอร์ทราคาไม่แพงไว้บริการด้วย
อ่าวขาว เป็นอีกหาดหนึ่งที่น่าสนใจ และเป็นชายหาดที่ยาว มีรีสอร์ทที่พักอยู่ตลอดแนว บรรยากาศสงบดี ชายหาดเล่นน้ำได้ดี ปลอดภัย จากอ่าวขาวชมพระอาทิตย์ตกได้เช่นเดียวกัน และยังสามารถข้ามไปเที่ยวที่เกาะระยั้งนอก และระยั้งในได้ด้วย จากอ่าวขาวนี้สามารถไปเที่ยวได้รอบเกาะหมาก เพราะมีถนนเชื่อมถึงกันหมด
Map-Island_Mak
เกาะขาม หากอยากเปลี่ยนไปพักที่เกาะขาม ที่อยู่ใกล้ๆ กับอ่าวสวนใหญ่ คุณก็สามารถทำได้ ข้ามเรือไปเพียง 5 นาที มีรีสอร์ท 1 แห่ง จุดเด่นของเกาะขามก็คือ มีหาดทรายยาวหน้าเกาะ มีแหลมทราย ยื่นออกมานอกเกาะ เวลาน้ำลง จะแลเห็นเป็นสันสวยงามมาก และยังมีความมหัศจรรย์ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง คือ หินภูเขาไฟสีดำ ไม่รู้ว่ามาอยู่บนหาดทรายหน้าเกาะขามได้อย่างไร ในขณะที่เกาะอื่นไม่มี
เกาะระยั้งใน – นอก อยู่ใกล้กับอ่าวขาว แต่ระยั้งในไม่มีอะไร เป็นหินล้อมเกาะ ไม่มีหาดทราย ถัดไปคือ เกาะระยั้งนอก ตั้งอยู่ชายหาด เล่นน้ำได้ มีปะการังรอบๆ เกาะ เวลาเราอยู่ที่อ่าวขาวของเกาะหมาก ในตอนเย็นจะมองเห็นดวงอาทิตย์ตกน้ำ ตรงเกาะระยั้งใน-นอก

เกาะกระดาด
 มีเอกลักษณ์ของตัวเองในด้านธรรมชาติ และยังมีประวัติศาสตร์ เกี่ยวเนื่องมานับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกาะเดียวที่มีการออกโฉนดในทะเลตราด ลักษณะของ เกาะกระดาด เป็นเกาะที่เหมือนแผ่นกระดาด แบนราบ ไม่มีภูเขา หาดทรายรอบเกาะ สามารถเดินเล่นได้รอบเกาะใต้น้ำ มีกองหินที่ปลาอาศัยอยู่  เกาะกระดาด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเกาะหมาก ร.5 ท่านเคยเสด็จประพาส คราวพ้นจากการปกครองของฝรั่งเศส และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิระประวัติวรเดช ดำเนินการออกโฉนด ที่ดินของเกาะนี้ ปัจจุบันถูกขายไปหลายทอดจนถึงมือเอกชน จุดเด่นอีกอย่างคือมีการเลี้ยงกวาง บนเกาะนี้รีสอร์ท 1 แห่ง
นอกจากนั้น หมู่เกาะหมาก ยังมีเกาะบริวารอื่น ๆ อีก แต่ไม่มีจุดเด่นน่าเที่ยว ทั้งหมดจะเป็นหินล้อมเกาะ และเป็นเกาะเล็ก ๆ เช่น เกาะนก เกาะนอก เกาะใน เกาะผี ทั้งนี้ เกาะในหมู่เกาะหมาก ที่น่าเที่ยวจึงมีแค่ เกาะหมาก เกาะขาม เกาะกระดาด และเกาะระยั้งนอก

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ข้อคิดดีๆ ในการทำงาน

ข้อคิดดีๆ ในการทำงาน


1. แผนการเกษียณอายุเป็นการป้องกันชีวิตตัวเองตกต่ำไม่ให้ตกถึงขีดสุด
การวางแผนชีวิตตัวเองเรื่องการเกษียณคล้ายๆ กับการทำประกันชีวิต ถ้าวันหนึ่งคุณไม่อยู่ในสภาพที่จะทำงานได้อีกต่อไปคุณจะทำยังไง คุณจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงตัวในวันที่คุณทำงานไม่ได้ คนส่วนใหญ่ทำงานทั้งชีวิต พอตอนเกษียณก็ต้องทนใช้ชีวิตกินอาหารถูกๆเพราะเดี๋ยวเงินหมด แถมเงินเฟ้อก็ยังทำให้ค่าเงินของคุณลดมูลค่าไปราวๆ 2-4% ต่อปี สุดท้ายถ้าคุณเงินหมดในวัยเกษียณ คุณก็ต้องหางานทำหรือไม่ก็ต้องสร้างธุรกิจใหม่อยู่ดี แล้วการเกษียณมันจะต่างอะไรจากตอนที่ไม่เกษียณ
2. ดอกเบี้ยและสภาพร่างกายเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา
การทำอะไรซ้ำๆกันวันละ 8 ชั่วโมงเพื่อล้มพับหรือรอเสพสุขตอนแก่เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนๆผมหลายคนหน้าตาเหี่ยวย่นทั้งๆที่อายุยังน้อยเพราะทำงานกองมหึมาและอด นอน งานกับการพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในชีวิตหนึ่งถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นคุณพักผ่อนถึง 1 ใน 10 ของการทำงานหรือเปล่า เราไม่ควรทำงานหนักเพื่อสะสมความสุขยามเกษียณหรอก แถมประสิทธิภาพของคุณก็ขึ้นๆลงๆ คุณควรพักผ่อนและทำงานเฉพาะตอนที่คุณกำลังมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสร้างผล ออกดอกและมีความสุขยิ่งกว่า
3. ทำน้อยไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ
การทำงานเยอะแต่ส่วนใหญ่เป็นงานที่ไร้คุณภาพเป็นที่ยอมรับมากกว่าคนที่ทำงาน น้อยแต่มีประสิทธิภาพ บางคนเอาคุณภาพงานมาวัดด้วยเวลา ยิ่งนานแสดงว่ายิ่งขยัน การทำน้อยหลายๆครั้งสามารถสร้างผลงานได้มากกว่าการทำเยอะๆด้วยซ้ำ เศรษฐีมิติใหม่แม้จะทำงานในออฟฟิตน้อยกว่า แต่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าคนที่ทำงานเยอะ 10 คน เน้นทำตัวให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทำตัวให้ยุ่ง
4. จังหวะที่ดีที่สุดไม่มีในโลก
ถ้าคุณอยากทำอะไรก็ลงมือเลย ติดขัดอะไรก็แก้ไขระหว่างทาง อย่ารอให้วันดีๆมาหาคุณโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไร โลกไม่ได้กลั่นแกล้งคุณแต่ก็ไม่ได้เอาความสำเร็จใส่พานมาให้คุณด้วย การรอโอกาสและใช้คำว่า “ซักวันหนึ่ง” มันจะทำให้คุณเอาความฝันลงหลุมไปพร้อมกับคุณ
5. ทำไปก่อนค่อยมาขอโทษทีหลัง
ถ้าคุณลงมือทำตามใจที่คุณอยากทำแล้วไม่มีคนอื่นเดือดร้อน ไม่มีใครที่จะต้องเจ็บตัวจากการตัดสินใจของคุณ ทำไปเลย ไม่ต้องขออนุญาติใคร อย่ารอให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่ลงมือทำ อย่าให้ใครมาห้ามคุณได้ คนส่วนใหญ่จะห้ามคุณไม่ให้คุณเร่งเครื่อง ถ้าคุณมั่นใจ คุณก็ไม่ควรหยุด ไว้เครื่องพังเมื่อไหร่ก็ค่อยขอโทษก็ได้
6. เน้นเพิ่มจุดแข็ง ไม่ต้องสนใจจุดอ่อน
คนส่วนใหญ่เก่งอยู่ไม่กี่ด้าน นอกนั้นห่วยหมด หลายคนเก่งคิดและทำไม่ได้เรื่อง ถ้ามันยุ่งยากนักก็จ้างคนอื่นทำให้แทนเลยสิ การเน้นจุดแข็งมีประโยชน์มากกว่าอุดรูรั่ว เน้นใช้อาวุธไม้ตายดีกว่าทำอะไรที่ไม่ถนัดครึ่งๆกลางๆ
7. อะไรที่มากเกินไปมักกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม
ของดีๆ ถ้ามีมากเกินไปก็จะไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุกับเวลา เยอะไป มากไป หรือบ่อยไปก็ไม่ดี เพราะมันจะกลายเป็นพิษร้ายสำหรับคุณ บางคนทำงานหนักเพื่อซื้อสิ่งที่มันไม่จำเป็นต่อชีวิตเขา เป็นหนี้หัวโต กลายเป็นชีวิตต้องทำงานเพื่อวัตถุ เครียดว่าจะหาเงินมาผ่อนเดือนชนเดือนทันหรือเปล่า
8. เงินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออก
คำว่า “ถ้ามีเงินเยอะกว่านี้” เป็นคำพูดของคนที่ชอบผลัดผ่อน เป็นการเลื่อนการตัดสินใจทำสิ่งสำคัญๆต่อชีวิตไปในภายภาคหน้า หลายๆเรื่องมันเป็นเรื่องที่ต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ แต่การใช้คำนี้ทำให้เหตุผลที่จะไม่ลงมือทำดูสวยงามทันที การพยายามทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา ทำชีวิตให้ยุ่งเข้าไว้แล้วโกหกตัวเองว่าทั้งหมดทำเพื่ออนาคตเป็นเรื่องที่ ไม่เข้าท่า เป็นภาพลวงตา หลอกตัวเองสิ้นดี มันเป็นเกมส์ที่ทำให้เราไม่ต้องคิดเรื่องยากๆ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงิน แต่อยู่ที่คุณ
9. คิดถึงรายได้ที่เพียงพอทำให้คุณบรรลุเป้าหมาย
เศรษฐีมิติใหม่ไม่ได้สนใจเงินก้อนโต แต่เขาสนใจรายได้ที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายด้วยเวลาทำงานที่น้อยที่สุด และที่สำคัญเขาสนใจคุณภาพของรายได้มากกว่าปริมาณ อย่างเช่นนาย ก ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ได้เงิน 50,000 ต่อเดือน กับนาย ข ได้เงิน 25,000 ต่อเดือน แต่ทำงานวันละชั่วโมง กรณีอย่างนี้ถือว่านาย ข รวยกว่า เพราะถ้าเอาเวลาที่ใช้ไปมาหารกับรายได้น้อยกว่า นาย ข จะมีเวลาทำเงินและทำอย่างอื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวเองด้วย
10 ความเครียดคือยาเสริมและยาพิษ
คนที่หลีกหนีคำตำหนิทั้งหมดจะเป็นคนที่ไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิต หลายๆครั้งถ้าไม่มีแรงกดดันชีวิตก็ไม่ก้าวหน้า ยิ่งเราสามารถสร้างความเครียดที่ดีเพื่อส่งเสริมชีวิตตัวเองได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสที่ชีวิตจะเติบโตและไปถึงฝั่งฝันได้มากขึ้นเท่านั้น อย่าพยายามหนีความเครียดด้วยการไม่ทำอะไรเลย ถ้าคุณแย
กความเครียดที่ดีและเอามาใช้ประโยชน์ได้ ชีวิตคุณจะก้าวไปข้างหน้าเยอะเลย

-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ค่านิยมที่ไม่ดีในการทำงาน

ค่านิยมที่ไม่ดีในการทำงาน

พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือค่านิยมที่ไม่ดีในการทำงานคือภัยร้ายต่อการเจริญก้าวหน้าขององค์กร หากองค์กรใดที่บุคลากรภายในส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติกันเป็นประจำ แล้วไม่ดำเนินการแก้ไขโดยการสร้างค่านิยมใหม่ที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมภายในองค์กร อาจจะส่งผลให้องค์กรนั้นประสบปัญหาเรื่องการแข่งขันได้ เช่น บุคลากรส่วนใหญ่จะไม่กล้าที่จะคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งความคิดเล็กๆ อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ หรือบรรยากาศการทำงานจะเป็นลักษณะการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายสูงมีแนวโน้มที่เกิดความขัดแย้งอยู่ตลอด  ส่งผลให้บุคลกรที่มีความรู้ ความสามารถ ความมุ่งมั่นสูงอยู่ทำงานได้ไม่นานก็เกิดการลาออกไป สำหรับตัวอย่างค่านิยมที่ไม่ดีในการทำงานขององค์กรชั้นนำแห่งหนึ่งที่ใช้รณรงค์อยู่ภายในและมีการเปิดเผย คือหลัก 6B (Ble – Bee – Bai – Boa – Block – Blame)  มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  • Ble – “เบิ้ล” : แบบดูถูกกัน ทับถมกัน สบประมาทกัน คนอื่นแย่กว่า เป็นต้น
  • Bee – “บี้” : กัน กดดัน เร่งรัด จี้เอา ทำให้คนเครียด สับสน รนราน
  • Bai – “ใบ้” : เงียบไว้ อมภูมิ แกล้งโง่ แกล้งเงียบ (กลัวงานเข้า ไม่เอางาน) ไม่ตัดสินใจ ลอยไปเรื่อยๆ
  • Boa – “โบ้ย” : โยนไปให้คนอื่น โยนความผิด โยนงาน โทษคนอื่น
  • Block – “บล็อค” : กีดกันความคิดคนอื่น ทำลายจินตนาการ กลัวไปหมด ห้ามไปทุกเรื่อง ไม่กล้าเสี่ยง
  • Blame – “เบลม” : ตำหนิ ต่อว่า ดับกำลังใจ ด่วนพิพากษาคนอื่น โทษคนอื่น ไม่ดูให้จบกระบวนการ
-----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/108trick 
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8